จากข่าวล่าสุดที่ทาง Intel ได้แต่งตั้ง คุณ Lip-Bu Tan ขึ้นเป็น CEO คนใหม่ ทำให้เป็นที่น่าสังเกตว่าตอนนี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และมีอิทธิพลของโลก เช่น Intel, AMD, Nvidia, Google และ Microsoft ต่างก็มี CEO ที่เป็นคนเชื้อสายเอเชียหรือเอเชีย-อเมริกัน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของวงการเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก แม้ว่า CEO บางท่านจะดำรงตำแหน่งมาเป็น 10 ปีแล้วก็ตาม และไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด
.
งั้นสิ่งนี้ชี้ให้เห็นอะไรบ้าง? อันดับแรกเริ่มที่ คนเชื้อสายเอเชียโดยเฉพาะ อินเดีย จีน ไต้หวัน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักถูกปลูกฝังด้านการศึกษา โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ทำให้มหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกามีจำนวนนักศึกษาชาวเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลายคนกลายเป็นผู้นำองค์กรระดับโลกในเวลาต่อมา
.
ซึ่งนี่คือเหตุที่ต่อมาในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เกิดอิทธิพลของแรงงานอพยพในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่อาศัยแรงงานต่างชาติเป็นกำลังสำคัญ หลายคนเข้ามาทำงานในอเมริกาและไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด เช่นคุณ Sundar Pichai CEO ของ Google และคุณ Satya Nadella CEO ของ Microsoft ที่เติบโตในอินเดียก่อนจะย้ายไปสหรัฐและประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา
.
อีกด้านคือความสามารถด้านการบริหารและมุมมองที่แตกต่าง แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นเชื้อชาติเสียทีเดียวและออกจะเป็นเรื่องปัจเจกเสียมากกว่า แต่ผู้นำเชื้อสายเอเชียหลายคนมีจุดแข็งด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ และความสามารถในการเปลี่ยนแปลงองค์กร เช่น คุณ Lisa Su ที่พา AMD จากจุดที่เกือบล้มละลายกลับมาเป็นผู้นำ Semi Conductor หรือคุณ Satya Nadella ที่ลากเปลี่ยน Microsoft จากบริษัทที่เน้นซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมและระบบปฎิบัติการไปสู่การโฟกัสที่ Cloud และ AI เป็นหลัก
.
แล้วผลกระทบต่อโลกหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป? ด้วยว่าความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีจะกระจายตัวมากขึ้นไม่ได้อยุ่แต่ในสหรัฐอีกต่อไป หลังจากนี้โดยเฉพาะในเอเชีย เช่นอินเดียและจีน จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โอกาสของคนเอเชียในเวทีโลกจะมากขึ้น เพราะ CEO เหล่านี้กลายเป็น แรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในเอเชีย
.
บวกกับในยุคสมัยของ Donald Trump ที่การแข่งขันกับจีนในเรื่อง AI และ Semi conductor ยังคงดุเดือดแบบเลือดสาด ประกอบด้วยนโยบายที่ดูจะเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้และหุนหัน บริษัทอเมริกันหลายแห่งก็อาจจะต้องมองหาที่ลงทุนภายนอกประเทศเช่นกัน และเอเชียก็ดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม