ไฮไลท์บทความ
ทำความรู้จัก "Tokenmaxxing" เทรนด์ใหม่ในโลกสตาร์ทอัพที่ผู้บริหารแข่งกันอวดบิลค่าใช้งาน AI หลักล้าน เพื่อโชว์ศักยภาพการเติบโตและการเปลี่ยน "ทุนมนุษย์" เป็น "ทุนปัญญา" โดยเน้นใช้ AI ทำงานแทนคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางคำถามถึงความยั่งยืนและต้นทุนที่แท้จริงในระยะยาว
ไม่เคยภูมิใจกับใบแจ้งหนี้ไหนเท่านี้มาก่อน เงินก้อนนี้ถูกใช้ไปกับ 'สติปัญญา' แทนที่จะเป็น 'จำนวนคน'
.
ตอนนี้ในโลกฝั่งเทคโนโลยีกำลังเกิดค่านิยมใหม่ที่เรียกว่า “Tokenmaxxing” หรือการใช้ Token AI ให้เยอะที่สุด โดยเหล่าผู้บริหารสตาร์ทอัพเริ่มเอาบิลค่าใช้งาน AI เช่น Claude หรือ ChatGPT มาอวดกัน ยิ่งเลขในบิลสูงเท่าไหร่ ก็หมายถึงว่ายิ่งเติบโตและประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น โดยผู้บริหารเหล่านี้มองว่าการจ่ายเงินมหาศาลให้ AI คือการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการจ้างพนักงานที่เป็นมนุษย์
.
ตัวอย่างเช่น คุณ Amos Bar-Joseph ผู้บริหารของ Swan AI สตาร์ทอัพด้าน Coding Agent กลายเป็นไวรัลหลังจากโพสต์ภาพบน Linkedin ซึ่งเป็นบิลค่าใช้งาน AI รายเดือนที่สูงถึง 113,000 USD หรือราว 4.1 ล้านบาท ทั้งที่บริษัทมีพนักงานเพียง 4 คน โดยเขาเผยว่า “ไม่เคยภูมิใจกับใบแจ้งหนี้ไหนเท่านี้มาก่อน” พร้อมอธิบายว่าเงินก้อนนี้ถูกใช้ไปกับ “สติปัญญา” แทนที่จะเป็น “จำนวนคน”
.
“เป้าหมายของเราคือการทำรายได้ 10 ล้าน USD ต่อปี โดยมีองค์กรที่มีพนักงานไม่ถึง 10 คน เราไม่มีพนักงานขายและงบการตลาดแบบจ่ายเงินของเราคือศูนย์ แต่เราจ่ายเงินมหาศาลไปกับค่า Token ส่วนไอ้บิลค่าใช้จ่าย 113,000 USD นั่นน่ะเหรอ? ส่วนหนึ่งของมันคือทีมของเรา เป็นทั้งวิศวกร ฝ่ายสนับสนุนลูกค้า ฝ่ายกฎหมาย คุณคงเข้าใจประเด็นที่ผมจะสื่อแล้วนะ”
คุณ Amos กล่าว
.
ซึ่งไม่ใช่ว่าเทรนด์นี้จะเกิดแค่กับสตาร์ทอัพเล็กๆ เท่านั้น เพราะแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Meta ก็มีระบบภายในที่เรียกว่า “Claudenomics” เพื่อติดตามว่าพนักงานแต่ละคนใช้ AI Token ไปมากน้อยแค่ไหน โดยมีนัยว่ายิ่งใช้เยอะ แปลว่าพนักงานคนนั้นยิ่งมี “ประสิทธิภาพและมีความคิดสร้างสรรค์” ในการประยุกต์ใช้ AI สูง
.
ขณะที่สตาร์ทอัพอย่าง Fundable AI เสริมว่า เงิน 113,000 USD ไม่ใช่ต้นทุน แต่มันคือการจัดสรรงบจ้างงานในรูปแบบใหม่ โดยเขายกตัวอย่างการใช้ AI ประมวลผลเอกสารเงินกู้ที่ปกติต้องใช้คนถึง 15 คน แต่ AI สามารถทำผลลัพธ์ได้มากกว่า 10 เท่าในราคาที่เท่ากัน
.
ซึ่งความไฮป์ในกระแส “บริษัทอัตโนมัติ” กำลังทำให้เกิดโมเดลธุรกิจแปลกๆ เช่น Medvi สตาร์ทอัพด้านการดูแลสุยภาพ ที่มีพนักงานประจำเพียง 2 คน แต่ตั้งเป้าทำรายได้ถึง 1.8 พันล้าน USD ในปีนี้ แม้จะกำลังถูกตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลก็ตาม
.
หรือคุณ Andrew Pignanelli ผู้ก่อตั้ง General Intelligence Company ระบุว่าในบางวันเขาจ่ายค่า Token ให้ Claude Opus ถึงวันละ 4,000 USD ซึ่งมากกว่าเงินเดือนพนักงานรวมกันเสียอีก โดยเขามองว่านี่คือการเปลี่ยน “ทุนด้านนุษย์” ให้กลายเป็น “ทุนด้านปัญญา”
.
แต่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นดีเห็นงามด้วยเรื่อง Tokenmaxxing เช่นคุณ Brennan Lupyrypa วิศวกรผู้ก่อตั้ง Weave กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเรื่องที่งี่เง่ามากสำหรับบริษัทไหนก็ตามที่พยายามจะทำ Tokenmaxxing แม้บริษัทของเขาจะยอมจ่ายค่า Token ให้พนักงาน แต่เขาไม่เห็นด้วยกับการใช้จำนวนการเผา Token มาเป็นดัชนีวัดประสิทธิภาพการทำงาน และยังทำนายว่าเทรนด์นี้จะจบลงภายใน 3 เดือน เพราะเหล่าผู้บริหารฝ่ายการเงินคงไม่แฮปปี้แน่ๆ เมื่อเห็นบิลค่าใช้จ่ายพุ่งทะยานแบบไม่มีที่สิ้นสุดแบบนี้
.
ตอนนี้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของเทรนด์ Tokenmaxxing หรือการถล่มใช้ AI ในหลายประเด็น เช่น OpenAI และ Anthropic ยังยอมขาดทุนมหาศาลเพื่อดึงดูดผู้ใช้ ดังนั้นค่า Token ที่สตาร์ทอัพพวกนีจ่ายอยู่นั้นจริงแล้ว “ถูกกว่าความเป็นจริง” ไปมากๆ และไม่รู้ว่านักลงทุนจะยอมอุ้มส่วนต่างนี้ไปได้นานแค่ไหน นอกจากนี้ยังมีปัญหาขยะข้อมูลหรือโค้ดที่ AI เขียนออกมาแบบผิดๆ จนต้องใช้มนุษย์ตามล้างตามเช็ดยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ รวมถึงเหตุการณ์ “AI ติดลูป” ที่เผาเงินค่า Token ทิ้งไปฟรีๆ โดยไม่ได้งานด้วย
——————————-
GGKeyStore ร้านเติมเกม Steam, PSN, Nintendo, Roblox, DMM, DLsite, เติมเกมญี่ปุ่น, ไอดีเกม, เกมแท้ราคาถูก รับของทันที




