Banner

รายงานเผย Steam เคย “ขู่” ถอด R6: Siege ออกจากร้านค้า เพราะ Ubisoft ตั้งราคาถูกกว่าบน Uplay

ไฮไลท์บทความ

เผยเอกสารลับจากคดีฟ้องร้องชี้ Valve เคยขู่ถอดเกม Rainbow Six Siege ออกจาก Steam หลังพบว่า Ubisoft ตั้งราคาขายบน Uplay ถูกกว่า รวมถึงเคยระงับการสั่งซื้อล่วงหน้าของ Warner Bros. เพื่อกดดันเรื่องความเท่าเทียมด้านราคา สะท้อนพฤติกรรมดุดันที่ขัดกับภาพลักษณ์แพลตฟอร์มอิสระ แม้ Gabe Newell จะให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาในชั้นศาลก็ตาม


นโยบายของ Steam คือการเรียกร้องความเท่าเทียมในด้านวัตถุและราคาสำหรับทุกอย่างที่นำมาวางจำหน่ายบนหน้าร้านค้า Steam เสมอ


.
แม้ว่าทาง Valve จะพยายามรักษาภาพลักษณ์ว่า Steam เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง และมอบอิสระในการเลือกซื้อเกมให้แก่ผู้บริโภคอย่างเต็มที่ ตามคำกล่าวของคุณ Gabe Newell ผู้ก่อตั้งบริษัท แต่ในมุมมองของนักพัฒนาเกม กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะล่าสุดมีรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมอันดุดันของ Valve ที่มีต่อสตูดิโอพัฒนาเกมที่มอบข้อเสนอที่ดีกว่า หากนำไปขายบนแพลตฟอร์มคู่แข่ง
.
จากรายงานข้อมูลของ Bloomberg ด้วยเอกสารอีเมลที่ค้นพบในกระบวนการชั้นศาลของคดีฟ้องร้องแบบกลุ่มด้วยข้อหาผูกขาดทางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ ระบุว่า Valve เคย “ขู่” ที่จะถอดถอนเกมชื่อดังอย่าง Rainbow Six Siege ทุกเวอร์ชัน ออกจากหน้าร้านค้า Steam หลังจากทราบว่า Ubisoft ทำการตลาด Bundle ในราคาที่ถูกกว่าบนแพลตฟอร์ม Uplay (ปัจจุบันคือ Ubisoft Connect) ของตัวเอง และทาง Valve ยื่นคำขาดให้ Ubisoft เร่งแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว “ภายในวันรุ่งขึ้น” หลังทราบเรื่อง
.
แม้ว่าเรื่องร้องเรียนส่วนใหญ่ที่มีต่อ Steam มักจะมาจากสตูดิโอเกมอินดี้รายย่อย แต่ Ubisoft ก็ไม่ใช่ค่ายเกมยักษ์ใหญ่เพียงรายเดียว ที่มีชื่อเข้ามาเกี่ยวพันกับคดีฟ้องร้องนี้ เพราะ Warner Bros. Interactive Entertainment หรือปัจจุบันคือ Warner Bros. Games ผู้สร้างเกมแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Middle-earth, Harry Potter และตัวละครจากค่าย DC ก็เคยเผชิญกับความเกรี้ยวกราดของ Valve จากการตั้งราคาขายที่ผิดกฎเหล็กของ Steam
.
ย้อนกลับไปในปี 2017 คุณ Kassidy Gerber หนึ่งในทีมพัฒนาธุรกิจของ Steam เคยส่งจดหมายถึงผู้บริหารของ Warner Bros. ในตอนนั้น เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ระบบได้ทำการระงับการเปิดสั่งซื้อล่วงหน้าของเกมใหม่อย่าง Middle-earth: Shadow of War ออกจากหน้าร้านค้า Steam เนื่องจากราคาบน Steam สูงกว่าราคาที่วางจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกรายอื่นสำหรับเกมเวอร์ชันเดียวกันมากเกินไป ส่งผลให้คุณ David Haddad ประธานของ Warner Bros. ต้องรีบต่อสายตรงทางโทรศัพท์ เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยในทันที
.
ซึ่งภาพลักษณ์การปกครองตลาดเกมด้วยกำปั้นเหล็กของ Valve ในครั้งนี้ ค่อนข้างขัดแย้งกับชื่อเสียงของบริษัทที่มักถูกมองว่าเป็นมิตรกับผู้บริโภค โดยในชั้นศาล คุณ Kassidy ให้การปฏิเสธว่า Valve ไม่ได้มีนโยบายที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือข้อบังคับที่เจาะจงว่า นักพัฒนาเกมจะต้องตั้งราคาบนแพลตฟอร์มต่างๆ แบบใด โดยเจ้าตัวกล่าวว่า ในภาพรวมเธอรู้สึกว่าบริษัทไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรมากมายขนาดนั้น เพราะมันจะดูเป็นระบบราชการที่เคร่งครัดเกินไป
.
ทว่าทนายความฝั่งโจทก์ในคดีนี้ โต้แย้งโดยยกหลักฐานว่า คุณ Kassidy เคยแจ้งแก่นักพัฒนาเกมรายหนึ่งอย่างชัดเจนว่า “นโยบายของ Steam คือการเรียกร้องความเท่าเทียมในด้านวัตถุและราคาสำหรับทุกอย่างที่นำมาวางจำหน่ายบนหน้าร้านค้า Steam เสมอ” (หรือก็คือการที่ผู้พัฒนาเกมจะต้องตั้งราคาเท่ากันทุกที่) ซึ่งทางคุณ Kassidy ตอบกลับเรื่องนี้ในชั้นศาล โดยปฎิเสธว่าจำไม่ได้ว่าเคยพูดประโยคดังกล่าวออกไปแต่อย่างใด
.
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า คุณ Newell ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และย้ำจุดยืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดคำให้การว่า Valve ไม่มีนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติในการกำหนดราคาขายให้กับผู้พัฒนาเกมภายนอกบนแพลตฟอร์มอื่น
.
เมื่อถามต่อว่า Valve ทำอย่างไร หากผู้พัฒนานำเกมมาวางขายบน Steam แต่ตั้งราคาถูกกว่าบนร้านค้าอื่น
.
“ผมงงกับคำถามของคุณ พาร์ทเนอร์และลูกค้าของเราจำนวนมาก พึงพอใจกับบริการที่เรามอบให้อย่างมาก”
เขากล่าวตอบ
.
ซึ่งทาง GamesRadar+ ติดต่อไปยัง Valve เพื่อขอความเห็นในเรื่องนี้ และจะอัปเดตตามมาหากได้รับการติดต่อกลับ
.
ติดตามเพจใหม่เพื่อรับข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่ เกมถูกบอกด้วย v.3
——————————-
GGKeyStore ร้านขายเกมและบัตรเติมเกม ราคาถูก รับของทันที เปิด 24 ชั่วโมง เชื่อถือได้ 100% สมาชิกกว่า 200,000 คน ขายไปแล้วกว่า 800,000 คีย์

Source: https://m.facebook.com/sheapgamer/posts/pfbid02MxxVtZtXokk55hLHdZHmNzsnqZqhm5A8jKnXCe6SEmcwEaLT3N3jipGnL8GiYN79l