Banner

[News] Onimusha: Way of the Sword “ไม่ใช่แนว Souls-like”, “ไม่ใช่เกมOpen World” และ “ไม่ใช่เกมยาก”

Onimusha: Way of the Sword คือภาคล่าสุดของซีรีส์เกมแอ็กชันผจญภัยเล่นเป็นซามูไรปราบปีศาจในยุคศักดินาของญี่ปุ่น และเป็นภาคแรกในรอบ 20 ปี ที่มีตัวเอกคือ Miyamoto Musashi ซึ่งตัวเกมอยู่ในการผลิตมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 และใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าจะเจรจาเซ็นสัญญาเพื่อขอนำหน้าตาของคุณ Toshiro Mifune นักแสดงญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ มาเป็นโมเดลตัวละครในเกม

อย่างไรก็ตาม ด้วยความนิยมของผู้เล่นในยุคปัจจุบัน ทำให้เกมต่างๆ หันมาทำเป็นแนว Open World และ Souls-like กันเยอะมาก และทาง Automaton-media ก็ถามเรื่องนี้กับคุณ Satoru Nihei ผู้กำกับ Onimusha: Way of the Sword ว่าตัวเกมจะนำเทรนด์เหล่านี้ มาใช้มากแค่ไหน หลังจากผ่านไปถึง 20 ปี และจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เมื่อเทียบกับภาคก่อนหน้า

“Onimusha: Way of the Sword ไม่ใช่เกม Open World และไม่ใช่เกมที่จะลงโทษผู้เล่นให้ต้องตายซ้ำตายซาก (แบบเกม Souls-like) ด้วย แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติที่ผู้เล่นที่มีประสบการณ์เกมแนวแอ็กชันมาก่อนจะสนุกกับเกมนี้ แต่เป้าหมายของเราคือการสร้างเกมที่ผู้เล่นที่ไม่ถนัดเกมแนวแอ็กชันก็สามารถสนุกไปได้เช่นกัน ใน Onimusha: Way of the Sword สิ่งที่เราเน้นที่สุดคือ การแสดงให้เห็นถึงการปะทะของดาบผ่านการเล่นเกมแนวแอ็กชัน”
คุณ Nihei กล่าว

เพื่อให้เกมถ่ายทอดการต่อสู้ด้วยดาบออกมาอย่างสมจริง ทางทีงานจึงใส่แอ็กชันใหม่เพิ่ม 2 อย่างเป็นกลไกหลัก คือ การปัดป้อง (Deflecting) และการเปลี่ยนทิศทาง (Redirecting) โดยคุณ Nihei อธิบายว่า การปัดป้องจะมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษในช่วงการต่อสู้กับบอส เพราะทำให้เกจพลังความอึดของศัตรูลดลง เมื่อเกจหมด จะทำให้คุณใช้ท่า Break Issen สำหรับทำลายชิ้นส่วนต่างๆ ของบอสได้ ซึ่งทาง Break Issen เป็นท่าใหม่ที่เพิ่มเข้ามา แต่ไม่ได้มาแทนที่ท่า Issen แบบเดิมที่ผู้เล่นเก่าๆ คุ้นเคยกันดี

“การที่สามารถกำจัดศัตรูที่อ่อนแอได้ทันทีด้วยท่า Issen ปกติ เป็น 1 ในองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ และท่านี้ก็ยังปรากฎในเกมภาคใหม่ด้วย”

คุณ Nihei กล่าว

ซึ่งดูเหมือนว่าท่า Issen อันเป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าของซีรีส์ จะยังคงใช้ยากเหมือนภาคก่อนหน้า และจุดนี้เองที่ Break Issen จะมีประโยชน์มากขึ้น ด้วยการกดท่าปัดป้องซ้ำๆ เพื่อลดเกจศัตรู และออกท่า Break Issen ได้ง่ายขึ้น ซึ่งทีมงานสร้างท่านี้มาเพื่อเป็นเกมเพลย์ใหม่ เพื่อให้การปราบบอสรู้สึกคุ้มค่าและสนุกยิ่งขึ้น

“ท่าทางอื่นๆ ที่เราตัดสินใจคงไว้เหมือนเดิม ได้แก่ พวกท่าที่เกี่ยวกับ Oni Gauntlet ความสามารถดูดวิญญาณก็ยังมีอยู่ในภาคใหม่เช่นกัน และในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ของ Onimusha เราถือว่าท่านี้สำคัญมาก”

เขากล่าวเสริม

แม้ว่าจะมีกลไกใหม่ๆ และภาคใหม่ที่ใช้เวลารอคอยถึง 20 ปี โดยทางเทคนิค อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ “รีบูต” ซีรีส์ แต่ Onimusha: Way of the Sword ก็จะยังคงไว้ซึ่งรากเหง้าเดิมของซีรีส์ ที่จะเป็นเนื้อเรื่องแบบเส้นตรงในการเล่นเป็นด่านๆ ไป มากกว่าที่จะเป็นการออกสำรวจในโลกเปิดกว้าง ที่มันก็มากพอที่จะทำให้ทั้งแฟนๆ หน้าใหม่และแฟนตัวยงจากภาคเก่าๆ พึงพอใจ

ที่มา