ไฮไลท์บทความ
เจาะลึกความเหมือนของ Helldivers 2 และ Space Marine 2 ในแง่ระบอบอำนาจนิยมและการล้างสมองด้วยศรัทธา เมื่อ 'ประชาธิปไตย' และ 'ศาสนจักร' ถูกใช้เป็นเครื่องมือบังหน้าเพื่อส่งผู้คนไปตายในสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ว่าเหตุใดความมุสาและการสร้างศัตรูร่วมจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ค้ำจุนจักรวรรดิที่กำลังผุพังให้คงอยู่ต่อไป
.
บทความนี้ปรับปรุงมาจากบทความต้นฉบับของแอดมิน น. ที่ลงไปเมื่อปี 2024 หากสนใจอ่านต้นฉบับ สามารถอ่านได้ที่ด้านล่างนะครัช
.
สำหรับคอเกมแนว Action ส่วนใหญ่น่าจะได้สัมผัสเกมสุดเดือดทั้ง Helldivers 2 และ Space Marine 2 ที่ออกไปตอนปี 2024 ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการได้รับบทเป็นหน่วยกล้าตาย “เบียวประชาธิปไตย” ใน Helldivers 2 ที่ตอนนี้โดนสับเละเทะจากผู้เล่นเหตุการปรับสมดุล หรือ Super Soldier สูงสองเมตรครึ่งที่ควงดาบเลื่อยหั่นฝูงเอเลี่ยนใน Space Marine 2 ที่เพิ่งเพิ่มคลาสใหม่อย่าง TechMarine เข้ามา และยิ่งหากใครได้เล่นทั้ง 2 เกม ก็จะสังเกตเห็นว่าทั้ง 2 เกมนั้นมีความเหมือนกันในหลายอย่าง โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อเรื่องและธีมหลังของโลกในเกม
.
Helldivers 2 และ Space Marine 2 มีมุมมองที่เหมือนกันเกี่ยวกับระบบการปกครองที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ของการเชื่อฟังแบบเบ็ดเสร็จ หรือ “อำนาจนิยม” การห้ามตั้งคำถามต่อระบบ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่การปกป้อง “ความยิ่งใหญ่” และผลประโยชน์ของเหล่าผู้ปกครองที่ถูกฉาบไว้ด้วยคำสวยหรู
.
“ความจริงอันมุสาของเหล่าผู้ปกครอง”
.
ในโลกของ Helldivers 2 ผู้เล่นจะถูกพร่ำสอนให้ปกป้อง “ประชาธิปไตย” และ Super Earth โดยไร้ซึ่งคำถาม ระบบการเมืองในเกมถูกเรียกว่า “Managed Democracy” หรือประชาธิปไตยแบบจัดการได้ ซึ่งแท้จริงแล้วคือการที่รัฐใช้ระบบคอมพิวเตอร์และอัลกอริทึมมา “ช่วย” ตัดสินใจเลือกตั้งแทนประชาชน โดยอ้างว่าเพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ แต่นั่นหมายความว่าสิทธิเสรีภาพในการเลือกของมนุษย์ได้ถูกตัดออกไปอย่างสิ้นเชิง เหลือไว้เพียงเปลือกนอกที่ดูสวยงามเพื่อใช้ปลุกระดมเหล่าทหารหน่วยกล้าตายให้ยอมพลีชีพในสงครามที่ตนเองไม่ได้ก่อ
.
นอกจากนี้ Ministry of Truth หรือกระทรวงแห่งความจริงในเกม ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหลักในการบิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านการทำข่าวโฆษณาชวนเชื่ออย่างเป็นระบบ ข่าวสารจากแนวหน้าจะถูกคัดกรองและดัดแปลงให้เหล่า Helldivers ดูเหมือนวีรบุรุษผู้สูงส่งเสมอ ในขณะที่ความสูญเสียมหาศาลหรือความล้มเหลวของรัฐบาลจะถูกซุกไว้ใต้พรมภายใต้สโลแกนการรักชาติ การหล่อหลอมให้ทหารเชื่อว่าการตายเพื่อ Super Earth คือเกียรติสูงสุด ทำให้ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของภารกิจ หรือความโหดร้ายที่รัฐกระทำต่อศัตรูและพลเมืองตนเองทั่วกาแลกซี
.
ในฟากของ Space Marine 2 จักรวรรดิแห่งมนุษยชาติหรือ Imperium of Man ขับเคลื่อนด้วยศรัทธาที่แรงกล้าต่อ Emperor of Mankind ในฐานะเทพเจ้าผู้ปกป้องมวลมนุษย์ผ่านศาสนจักรหรือ Ecclesiarchy หลังจากเหตุการณ์ Horus Heresy องค์จักรพรรดิได้กลายเป็นเพียง “ศพ” ที่ขยับเขยื้อนไม่ได้ และต้องติดอยู่ใน Golden Throne มานานนับหมื่นปีเพื่อทำหน้าที่เป็นประภาคารนำทางในอวกาศให้กับเหล่ามนุษยชาติ
.
แต่หลังจากผ่านมาหมื่นปี ปัจจุบันอุดมการณ์นั้นกลับถูกบิดเบือนกลายเป็นศาสนจักรที่บ้าคลั่งไป ซึ่งย้อนแย้งกับความต้องการเดิมขององค์จักรพรรดิที่เคยประกาศกร้าวว่ามนุษย์ควรยึดถือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และไม่ควรบูชาสิ่งใดเป็นเทพเจ้าแม้แต่กับตัวท่านเอง จนแม้แต่ Roboute Guilliman ไพร์มาร์คแห่ง Ultramarine ที่เพิ่งฟื้นจากอาการโคม่ายังต้องเศร้าใจกับสภาพของจักรวรรดิในปัจจุบัน
.
ความมุสาและความโหดร้าย ที่กัดกินจักรวรรดิมาตลอดหมื่นปียังแสดงผ่านหน่วย Inquisition หรือกลุ่มผู้ตรวจการที่ถืออำนาจล้นมือ พวกเขามีสิทธิที่จะสั่งประหารใครก็ได้ที่ถูกสงสัยว่าเป็น “พวกนอกรีต” หรือมีความเห็นต่างจากคำสอนของจักรวรรดิหรือ Imperial Creed ที่แม้แต่เหล่า Space Marine ที่เปรียบเสมือนเทวฑูตขององค์จักรพรรดิเองก็ยังต้องตกอยู่ภายใต้การสอดส่องที่เข้มงวดนี้ เห็นได้จากตอนจบของ Space Marine ภาคแรกที่ Titus โดนเจ้าหน้าที่ Inquisitior จับไปสอบสวนจากการใส่ร้ายของ Leandros ลูกน้องในหน่วยที่ร่วมรบมาด้วยกัน เพียงเพราะต้องสงสัยว่าเป็น Chaos
.
ระบบที่เน้นการจับผิดและการลงโทษอย่างรุนแรงทำให้คำว่า “ความจริง” ถูกกำหนดโดยผู้ที่มีอำนาจมากกว่า และศรัทธาที่มอบให้องค์จักรพรรดิก็กลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมประชากรจำนวนมหาศาลให้อยู่ในโอวาทโดยไม่มีพื้นที่สำหรับการสงสัยหรือความเมตตา
.
แม้ระบบการปกครองในเนื้อเรื่องของทั้ง 2 เกมจะแตกต่างกันคนละขั้ว เกมหนึ่งอยู่บนประชาธิปไตยแบบจอมปลอม ส่วนอีกเกมเป็นระบอบจักรวรรดิผสมศาสนจักร แต่เนื้อเรื่องทั้ง 2 เกมสะท้อนปรัชญาแบบโลกสมมติที่เลวร้ายและถูกกดขี่หรือ Dystopian ได้อย่างยอดเยี่ยม ชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการยอมรับศรัทธาอันมืดบอดในระบบการปกครองแบบใดแบบหนึ่งอย่างสุดขั้ว โดยไร้ซึ่งการตั้งคำถามในสิ่งที่เป็นอยู่
.
ความสยองของ Helldivers 2 คือการมองชีวิตมนุษย์เป็นเพียงตัวเลขในสมุดบัญชี ทุกครั้งที่ Helldiver (หรือก็คือผู้เล่น) ตายในสนามรบ ทหารคนใหม่จะถูกส่งลงมาทดแทนทันทีจากห้องแช่แข็งบนยานอวกาศ เสมือนเป็นเพียงอะไหล่สำรองในเครื่องจักรสงครามขนาดใหญ่ พิธีกรรมการส่งหน่วยกล้าตายลงสู่ดาวศัตรูถูกทำให้ดูเป็นเรื่องน่ายินดีและทรงเกียรติผ่านสื่อในเกม แต่แท้จริงแล้วมันคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนหนุ่มสาวเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางทรัพยากรของรัฐบาลที่มองว่าการตายเพื่อประชาธิปไตยคือการใช้งานทรัพยากรบุคคลที่คุ้มค่าที่สุด
.
ในทำนองเดียวกัน เหล่า Adeptus Astartes หรือ Space Marine ใน Warhammer 40,000 ก็ถูกหล่อหลอมให้เป็นเครื่องมือสังหารที่ไร้ความรู้สึกผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าและการฝึกฝนที่ยาวนานจนสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปเกือบหมดสิ้น ชีวิตของพวกเขาไม่มีที่ว่างสำหรับความฝันหรือความปรารถนาส่วนตัว มีเพียงหน้าที่ต่อองค์จักรพรรดิและบทบัญญัติของ Chapter ที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเท่านั้น
.
แม้จะมีข้อยกเว้นอย่าง Salamanders ที่พอจะ “ใจดี” กับเหล่าคนทั่วๆไปบ้าง แต่ในหลาย Chapter ที่เหลือไม่ได้มองเหล่าประชาชนของจักรวรรดิเป็น “คน” หรือมีขีวิตเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นทรัพยากรที่ต้องปกป้อง ความศรัทธาที่รุนแรงจนเข้าขั้นบ้าคลั่งนี้เปลี่ยนให้นักรบผู้ทรงพลังกลายเป็นหุ่นเชิดที่พร้อมจะกวาดล้างทุกสิ่งตามคำสั่ง โดยเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าความโหดร้ายที่ตนกระทำนั้นคือประสงค์ของพระเจ้าที่ห้ามตั้งข้อสงสัยใดๆ
.
Super Earth ใน Helldivers 2 ใช้คำว่า “ปกป้องประชาธิปไตย” มาบังหน้าในการส่งเหล่า Helldivers ไปตายในสนามรบบนดาวทั่วกาแลกซี ส่งทหารเป็นโหลๆ ดรอปลงจากชั้นบรรยากาศ กองยานนับพันเข้ารุกรานดาวอื่นๆ โดยใช้อ้างว่า “เพื่อเผยแพร่และรักษาประชาธิปไตย” โดยที่ทหารเหล่านั้นหรือพวกเราผู้เล่น แทบไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าทำไปเพื่ออะไรกันแน่ นอกจากนี้ หากทหารคนไหนเผลอออกนอกพื้นที่ปฏิบัติการเพียงนิดเดียว ก็จะโดนสั่งยิงด้วยปืนใหญ่จากวงโคจรทิ้งทันทีในฐานะผู้ทรยศ
.
ในฝั่งของโลก Warhammer 40,000 ฝ่าย Adeptus Ministorum และเหล่า High Lord of Terra ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับองค์จักรพรรดิในการล้างสมองประชากร ภายในเกมเราจะเห็นเหล่าทหาร เคเดียนจาก Astra Militarum และ Space Marine ตะโกนกู่ก้องว่า “แด่องค์จักรพรรดิ” ตลอดทั้งเกม ทั้งที่เรื่องน่าตลกชวนหัวคือ พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยเจอองค์จักรพรรดิตัวเป็นๆ หรือเคยได้ไปเหยียบ Holy Terra ไม่เคยเข้าเฝ้าหน้าบัลลังค์ทองคำเลยสักครั้งในช่วงชีวิตของตัวเอง แต่กลับยอมพุ่งเข้าประจัญบานโดยไม่คิดชีวิต ซึ่งถือว่า Adeptus Ministorum ทำหน้าที่ล้างสมองได้ยอดเยี่ยม
.
“สงครามไร้สิ้นสุด ศัตรูภายนอกที่จำเป็นเพื่อใช้ควบคุมภายใน”
.
ถึงจะมีการล้างสมองที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่หากไม่มีศัตรูให้เป็นเป้าหมายร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศัตรูจากภายนอก การสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะเกิดได้ยากและทำให้ปกครองลำบาก ดังนั้น การแบ่ง “เขา” แบ่ง “เรา” ให้เกิดศัตรูร่วมจึงจำเป็น ในที่นี่คือการปลูกฝัง Xenophobia หรือความเกลียดชังสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ขึ้นมาเพื่อรวมความเกลียดชังไว้ภายนอก
.
ถ้าคุณสงสัยว่าทำไมมนุษย์ในจักรวาล Warhammer 40,000 ถึงดูบ้าคลั่งและจองล้างจองผลาญเอเลี่ยน หรือพวก Xenos อย่างไม่มีเงื่อนไข อันนี้ย้อนกลับไปไกลถึงยุคที่เรียกว่า Age of Strife หรือยุคแห่งความโกลาหลก่อนยุค Imperium ในอดีตมนุษย์เคยรุ่งเรืองและเคยมีพันธมิตรเป็นเอเลี่ยนสารพัดเผ่าพันธ์มากมาย แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์พายุในมิติ Warp จากการถือกำเนิดของเทพเคออส Slaneesh ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างดวงดาวขาดสะบั้น ดาวหลายดวงที่เพิ่งพาการนำเข้าทรัพยากรถูกตัดขาด ทำให้เสื่อมถอยและอ่อนแอลง เหล่าพันธมิตรเอเลี่ยนที่เคยคิดว่าไว้ใจได้ กลับทรยศและหันมาเข้ามารุกราน ทรมาน หรือจับมนุษย์ไปเป็นทาสในวันที่อ่อนแอที่สุด
.
หลังจากองค์จักรพรรดิรวบรวมจักวรรดิสำเร็จในภายหลัง ประสบการณ์อันขมขื่นนี้จึงถูกส่งต่อมาเป็นคติประจำใจว่า “เอเลี่ยนไว้ใจไม่ได้” และกลายเป็นนโยบายหลักขององค์จักรพรรดิที่ว่า “มนุษย์คือเผ่าพันธุ์เดียวที่มีสิทธิครอบครองกาแลกซี” ใครก็ตามที่ไม่ใช่มนุษย์คือภัยคุกคามที่ต้องถูกกำจัด ความแค้นในอดีตถูกเปลี่ยนให้เป็นศาสนาที่หล่อเลี้ยงสงครามมานานนับหมื่นปี จนแม้แต่ยักษ์เขียวใจดีอย่าง Salamanders ทื่ยอมเอาตัวรับกระสุนแทนเด็กมนุษย์ตัวเล็กๆ กลับไม่ยี่หระใดๆกับการเอาปืนไฟย่างสดเอเลี่ยนไร้ทางสู้ทั้งเมือง
.
ในขณะที่ฝั่ง Helldivers 2 การไม่เห็นหัวสิ่งมีชีวิตอื่นเกิดจากการ “ลดทอนความเป็นมนุษย์” ของศัตรูอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในสังคม ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเหล่าแมลง Terminids ที่ถูกมองว่าเป็นเพียง “ศัตรูของเสรีภาพ” หรือ “แหล่งสกัดน้ำมัน” Element 710 มากกว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญา การที่รัฐบาล Super Earth ปลูกฝังว่าศัตรูเหล่านี้ไร้หัวใจและมุ่งหมายทำลายประชาธิปไตย ทำให้เหล่า Helldivers ไม่จำเป็นต้องมีความเมตตา การประนีประนอมถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอและเป็นการทรยศต่อชาติ สงครามจึงดำเนินไปเพื่อทรัพยากรโดยใช้คำสวยหรูมาบังหน้าเท่านั้น
.
“แม้จะเน่าเฟะ แต่ความศรัทธาคือสิ่งที่ค้ำจุนโครงสร้างที่เปลี่ยนไม่ได้ง่ายๆ”
.
ใน Space Marine 2 เราอาจได้เห็นความรุ่งโรจน์ของเหล่าทหารกล้าอย่าง Titus พร้อมอะดรีนาลีนที่สูบฉีดระหว่างเล่น แต่เบื้องหลังนั้นคือจักรวรรดิที่กำลังผุพัง แม้แต่ Guilliman ที่ได้ขึ้นป็น Lord Regent แทบจะมีอำนาจเด็ดขาดคือผู้ที่เห็นความจริงนี้ชัดเจนที่สุด และ Guilliman เองก็เกลียดชังสิ่งที่จักรวรรดิเป็นอยู่เอามากๆ เพราะนี่ไม่ใช่จักวรรดิในอุดมคติที่องค์จักรพรรดิเคยสร้างไว้ ทว่าเขากลับไม่สามารถหักดิบเปลี่ยนมันได้ทันที เพราะรู้ดีว่าหากทำลายความศรัทธาอันบ้าคลั่งนี้ทิ้ง จักรวรรดิจะเกิดสงครามกลางเมืองและล่มสลายลงในพริบตา เพราะในโลกของ W40K นั้น “ศรัทธา” มีพลังที่จับต้องได้จริง พลังแห่งศรัทธาสามารถช่วยให้เหล่า Sisters of Battle สร้างปาฏิหาริย์ในสนามรบ หรือช่วยให้ทหารเลวธรรมดาๆ ยืนหยัดต่อสู้กับ Chaos ได้ Guilliman พบว่าหากเขาทำลายความเชื่อนี้ทิ้ง เขาจะสูญเสียอาวุธที่ทรงพลังที่สุดไป ดังนั้นศรัทธาที่เน่าเฟะนี้จึงไม่ต่างอะไรกับ “เครื่องพยุงชีพ” ที่จำเป็นเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์ไว้
.
เช่นเดียวกับใน Helldivers 2 ระบบ Managed Democracy และความศรัทธาใน Super Earth คือสิ่งที่ค้ำจุนโครงสร้างทางสังคมที่บิดเบี้ยวเอาไว้ หากรัฐบาลยุติการทำโฆษณาชวนเชื่อหรือเปิดเผยความจริงว่าสงครามทั้งหมดเป็นเพียงการหาทรัพยากร ประชาชนนับล้านจะตระหนักว่าลูกหลานของพวกเขาตายไปเพื่อเติมน้ำมันให้กองยานเท่านั้น ความศรัทธาที่ถูกสร้างขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการรักษาเสถียรภาพของรัฐ แม้ว่ามันจะเป็นรากฐานที่เน่าเฟะเพียงใดก็ตาม เพราะความจริงที่โหดร้ายคือโลกทั้ง 2 จักรวาลนี้ไม่ได้ต้องการ “ความถูกต้อง” แต่คือ “ความอยู่รอด” และศรัทธาอันมืดบอดก็คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้มนุษยชาติยังมีลมหายใจต่อไปในกาแลกซีที่โหดร้าย
.
ในแง่ของการเมืองและการปกครอง Helldivers 2 และ Space Marine 2 เป็นตัวอย่างที่ดีของความย้อนแย้งระหว่าง “อุดมการณ์อันสูงส่ง” และ “ความเป็นจริงที่โหดร้าย” รวมถึงแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของการรวมอำนาจไว้ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียว และการใช้ความหวาดกลัวและศรัทธาเพื่อควบคุมมวลชน ทั้ง 2 เกมจึงเป็นบทเรียนที่สะท้อนถึงอันตรายของการละเลยเสรีภาพส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ที่ถูกอ้างว่า “เพื่อส่วนรวม” แต่กลับซ่อนความรุนแรงและการข่มเหงไว้เบื้องหลัง
——————————-
Legendary Wargame ครบเครื่องเรื่อง Warhammer หาซื้อสินค้าทั้งโมเดล อุปกรณ์การเล่น สี Citadel และนิยายได้ที่ร้านนี้
.
สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ FB: Legendary Wargame



