ไฮไลท์บทความ
Sony ประกาศยุติผลิตแผ่นเกม PlayStation ในปี 2028 สิ้นสุดยุค Blu-ray ที่เคยเป็นอาวุธลับของ PS3 บทความนี้จะพาย้อนดูประวัติ Blu-ray เทคโนโลยีที่เคยสร้างมาตรฐานให้วงการเกม ด้วยความจุที่เหนือกว่า DVD และกลยุทธ์การผลักดันผ่าน PS3 จนเป็นที่ยอมรับ แม้เคยครองตลาดมานาน แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น เกมใหญ่ขึ้น เทรนด์ดิจิทัลก็เข้ามาแทนที่ เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคเกมไร้แผ่นเต็มตัว.
.
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา Sony ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า จะยุติสายการผลิตแผ่นเกมสำหรับเครื่องเกมตระกูล PlayStation ทั้งหมด โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนม.ค. 2028 เป็นต้นไป ซึ่งแน่นอนว่าการประกาศนี้ คือการตอกหมุดของยุคและจุดสิ้นสุดของเทคโนโลยี “Blu-ray” สำหรับเครื่องเกม Playstation อย่างเป็นทางการในปี 2028 ดังนั้นก่อนที่วันนั้นจะมาถึง แอดมิน น จะพาทุกคนย้อนไปดูประวัติ ของแผ่น Blu-ray กันก่อน
.
ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2000s เรายังมีและคุ้นเคยกับ CD/DVD-ROM กันอยู่ แต่ด้วยการที่ความต้องการสื่อบันทึกข้อมูลความละเอียดสูงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับความนิยมของระบบ HDTV ที่เพิ่มขึ้น และแผ่น DVD ในยุคนั้นเองก็มีข้อจำกัดด้านความหนาแน่นของข้อมูลทำให้มีลิมิต เนื่องจากใช้เลเซอร์สีแดงในการอ่านและเขียนข้อมุลเริ่มจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานอีกต่อไป ส่งผลให้บริษัทในยุคนั้นต้องเร่งหาเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อพัฒนาการเก็บข้อมูล
.
ต่อมาวิศวกรนามว่าคุณ Shuji Nakamura ได้คิดค้นและประดิษฐ์ไดโอดแสงเลเซอร์สีน้ำเงิน-ม่วง ได้สำเร็จซึ่งเทคโนโลยีนีต่อมาได้ถูกพัฒนาต่อยอดและนำไปสู่การเปิดตัวเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “Blu-ray Disc” จาก Sony อย่างเป็นทางการในปี 2002 โดยมี HD-DVD ของ Toshiba เป็นคู่แข่งสำคัญในตอนนั้น และพ่ายแพ้ไปในเวลาต่อมา
.
ถ้าใครจำกันได้ตอนนั้นทุกคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าแผ่น Blu-ray ราคามัน “โคตรแพง” เมื่อเทียบแผ่น CD/DVD เพราะมีต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว แม้แต่เครื่องอ่านก็มีราคาแพงกว่าเครื่อง CD/DVVD ในยุคนั้นไปมาก จนมีคนค่อนขอดด้วยซ้ำว่าเทคโนโลยีนี้อาจจะไปไม่รอด แต่ Sony ในตอนนั้นก็ได้ส่งอาวุธลับที่มีชื่อว่า PlayStation 3 หรือ PS3 วางขายในปี 2006 พร้อมติดตั้งไดรฟ์สำหรับอ่าน Blu-ray เป็นมาตรฐานพร้อมเครื่อง
.
และด้วยกลยุทธ์การทำราคา โดย Sony ยอมแบกรับการขาดทุนจากการขายเครื่อง เพื่อผลักดันมาตรฐานใหม่เข้าสู่ตลาด ถ้าใช้คำสมัยนี้ก็คือการ “เผาเงิน” แบบที่สตาร์ทอัปทั่วไปทำเพื่อเรียกลูกค้าและผู้ใช้งานให้อยุ่ในระบบนิเวศน์ของ Blu-Ray ทำให้ในตอนนั้น PS3 กลายเป็นเครื่องเล่น Blu-ray ที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด เนื่องจากเครื่องเล่นแบบแยกเดี่ยวมีราคาสูงมาก ดังนั้นถ้าจะซื้อเครื่องเล่นแยกก็สู้ไปซื้อ PS3 เลยยังคุ้มกว่า เพราะเอามาใช้เล่นเกมได้ด้วย
.
ถ้าถามว่า Sony ประสบความสำเร็จขนาดไหนในการใช้ PS3 ดันตลาด ก็ในระดับที่ว่าในปี 2007 สามารถดันยอดขายแผ่น Blu-Ray ในยุโรปทะลุ 1,000% จากการขายแผ่นภาพยนต์ Blu-Ray อย่างเดียว
.
ข้อได้เปรียบอีกอย่างของ Blu-Ray คือ “ความจุ” เพราะมีขนาด Yai Mak Mak ถึง 24-66 GB มากกว่า DVD ที่จุได้ 4.7 GB หรือ 8.5 GB กรณีเป็น Dual Layer ซึ่งเหลือเฟือสำหรับการใส่ข้อมูลเกมในตอนนั้นมาก ทำให้เกมบน PS3 สามารถจัดหนักใส่กราฟิกและ Asset ขนาดมหึมาได้แบบไม่ต้องกลัวเต็ม เรียกได้ว่าล้ำกว่าเกม PC ตอนนั้นที่ยังต้องเพิ่งพาแผ่น DVD หลายแผ่น และอีกจุดเปลี่ยนก็คือการที่ค่ายภาพยนตร์ต่างๆ เริ่มหันมาสนับสนุนจน Blu-ray กลายเป็นมาตรฐานทั่วไปในปี 2008 และเป็นการผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะมาในอนาคตอย่าง 4K และ UltraUD ด้วย
.
เพียงแต่สัจธรรมของโลกคือ “ไม่มีอะไรอยู่ค้ำฟ้า” แม้จะอยุ่ยั้งยืนยงในตลาด ลากข้ามเจนจนมาถึง PS4 ในปี 2013 ต่อมาใน PS5 ตอนปี 2020 และเป็นมาตราฐานที่ต้องใช้มาได้ร่วม 20 ปีจนปัจจุบัน แต่เทคโนโลยีก็ไม่ได้เคยหยุดนิ่ง เพราะในช่วงกลางๆ ยุค 2010s เป็นต้นมา อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเริ่มได้รับความนิยมและการพัฒนามากขึ้น ปริมาณการส่งข้อมูลผ่านอินเตอร์เริ่มมากและเร็วขึ้น ประกอบกับ Asset ของเกมเริ่มจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากที่ตอนแรก Blu-Ray ที่ความจุ 50 GB ที่คิดว่าพอ ก็เริ่มจะไม่พออีกต่อไป ทำให้เทรนด์ซื้อเกมแบบดิจิทัลเริ่มเข้ามาพร้อมอินเตอร์เนตความเร็วสูงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และหากย้อนกลับไปดูผลประกอบการย้อนหลังของ Sony เอาแค่เฉพาะธุรกิจเกม เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การซื้อของผู้เล่น PS3-4 ดังนี้
.
FY2013 สัดส่วนยอดดิจิทัล 13% และสัดส่วนยอดแผ่นเกม 87% (PS4 วางจำหน่ายปีนี้)
FY2015 สัดส่วนยอดดิจิทัล 19% และสัดส่วนยอดแผ่นเกม 81%
FY2017 สัดส่วนยอดดิจิทัล 32% และสัดส่วนยอดแผ่นเกม 68%
ปีนี้จะเริ่มเห็นแล้วว่าสัดส่วนดิจิทัลเริ่มกินส่วนแบ่งเกือบ 1 ใน 3 ไปแล้ว
.
พอขยับมาปี FY2019 สัดส่วนยอดดิจิทัล 51% และสัดส่วนยอดแผ่นเกม 49% เป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ที่ยอดดาวน์โหลดดิจิทัลแซงหน้าแผ่นเกมไปแล้ว และค่อยๆเพิ่มขึ้นในทุกปี โดยเฉพาะปี 2020-2021 ซึ่งเป็นช่วงโควิด และล่าสุดคือ FY2025 สัดส่วนยอดดิจิทัล 78% และสัดส่วนยอดแผ่นเกม 22% หรือก็คือเกิน 3 ใน 4 ไปแล้ว แถมถ้าดูแค่ไตรมาสล่าสุด สัดส่วนยอดดิจิทัลจะเป็น 85% เลยทีเดียว
.
ดังนั้นหากมองจากตัวเลขอย่างเดียวแล้ว จะเห็นว่าเทรนด์การซื้อของผู้เล่นเปลี่ยนจากแผ่นเกมมาเป็นดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี นับจาก 2015 เป็นต้นมา จนตลาดแผ่นเกมเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ และถ้าดูเป็นยอดรายได้ ก็ยิ่งน้อยเข้าไปอีก โดยปีล่าสุด รายได้จากแผ่นเกมเป็นเพียง 4-5% ของยอดรายได้ทั้งหมดของธุรกิจเกมเท่านั้น
.
และสิ่งที่ตอกฝาโลงของ Blu-ray สำหรับการเล่นเกม ก็คือประกาศอย่างเป็นทางการของ Sony เองเมื่อวันก่อน โดยประกาศยุติการผลิตแผ่นเกมสำหรับเกมเปิดตัวใหม่ “ทั้งหมด” ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2028 เป็นต้นไป รวมถึงเกมสุดฮอตที่จะวางขายในปีนี้อยุ่ GTA6 ก็ประกาศว่า เวอร์ชั่นแผ่นเกมจะไม่มีแผ่น แต่จะเป็นโค้ดสำหรับไป Activate ภายหลังเท่านั้น ก็เป็นการยืนยันแล้วว่า ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป เกมจาก PS จะเป็นแบบดิจิทัล 100% แล่้ว
.
แน่นอนว่าการก้าวไปสู่ยุคดิจิทัลแบบ 100% ไม่ได้ราบรื่น เพราะทันทีที่ประกาศออกมา เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เล่นก็มาทันที เนื่องจากผู้บริโภคสูญเสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงจากการเป็นเจ้าของแผ่นเกม การอนุรักษณ์เกม รวมถึงการซื้อขายเกมมือสองหรือการให้ยืมเกมในหมุ่เพื่อนฝูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ Sony เองก็โปรโมตในเรื่องนี้ด้วยตนเองตอนช่วงปี 2010s ด้วย
.
การปิดฉากเทคโนโลยีแผ่น Blu-ray สำหรับอุตสาหกรรมเกมของ Sony จึงไม่ใช่เพียงการก้าวข้ามและปิดฉากนวัตกรรมฮาร์ดแวร์ที่อยุ่มากว่า 20 ปีเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศยุคสมัยใหม่ของเครื่องคอนโซลที่ชื่อว่า PlayStation ว่าหลังจากนี้ จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “แผ่นเกม” อีกต่อไปแล้ว



