ไฮไลท์บทความ
เผยเบื้องหลัง Ryse: Son of Rome ที่เกือบกลายเป็นแฟรนไชส์ใหญ่ โดยอดีตทีมงานเผยว่าเคยมีแนวคิดพัฒนาภาคต่อให้ไปไกลกว่ากรุงโรม ทั้งยุคไวกิ้งและญี่ปุ่นเลียนแบบโมเดล Assassin's Creed แต่สุดท้ายต้องยุติลงเนื่องจากปัญหาลิขสิทธิ์ระหว่าง Crytek และ Microsoft รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาในการพัฒนาภาคแรก
หนึ่งในประเด็นที่ทีมงานเคยพูดคุยก็คือ ผู้เล่นชอบอะไรใน Ryse กันแน่ เพราะมันเป็นเกมที่เกี่ยวกับโรมัน หรือเพราะมันเป็นเกมอิงประวัติศาสตร์
.
แม้ว่าจะวางจำหน่ายมานานถึง 13 ปี แต่ Ryse: Son of Rome เกมแอ็กชันเดินฟันของนักรบโรมันที่ออกเดินทางเพื่อแก้แค้น จาก Crytek อดีตเกม Exclusive บน Xbox One เมื่อปี 2013 ก็ยังถือว่าเป็นเกมที่มีกราฟิกสวยงาม โดดเด่น ด้วยการนำเสนอที่ยิ่งใหญ่ ตระการตา ด้วยภาพยนตร์ซิเนมาติกชวนให้ตะลึงจนรู้สึกเหมือนเป็นภาพยนตร์ มากกว่าภาพยนตร์จริงๆ หลายๆ เรื่องเสียอีก
.
แต่น่าเสียดาย ด้วยการที่เกมสั้นมาก โดยใช้เวลาเล่นจบเพียง 6 ชั่วโมง ที่อดีตทีมงานออกมาเปิดเผยว่า ตัวเกมโดนตัดเนื้อหาออก 2 ใน 3 เพื่อให้ออกทันวันวางจำหน่าย และการโหมปั่นงานล่วงเวลาจนเกินขีดจำกัด ก็ทำให้เกมไปไม่ถึงฝั่งฝัน แม้ทีมงานหลายคนเชื่อว่า เกมที่พวกเขาสร้าง ไม่ใช่แค่จะมีภาคต่อ แต่เป็นการปูทางไปสู่การเริ่มต้นแฟรนไชส์ใหม่ที่จะพาผู้เล่นออกเดินทางไปไกลกว่ากรุงโรมในอนาคตก็ตาม
.
จากรายงานของ IGN ระบุว่า เดิมทีทาง Crytek มีแผนที่จะต่อยอด Ryse: Son of Rome ให้เป็นเหมือน Assassin’s Creed ที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องราวและโลกทัศน์ไปตามยุคต่างๆ ในแต่ละภาค อาทิ ยุคกรีกโบราณ ยุคไวกิ้ง และยุคศักดินาของญี่ปุ่น
.
โดยคุณ Yannick Boucher หนึ่งในผู้ดูแลโปรเจ็กต์ Ryse: Son of Rome เล่าย้อนกับทาง IGN ว่า หนึ่งในประเด็นที่ทีมงานเคยพูดคุยก็คือ ผู้เล่นชอบอะไรใน Ryse กันแน่ เพราะมันเป็นเกมที่เกี่ยวกับโรมัน หรือเพราะมันเป็นเกมอิงประวัติศาสตร์ และถ้าจะทำภาคต่อ ควรจะให้มันอยู่ในกรุงโรมต่อไป หรือย้ายไปยังจักรวรรดิอื่นๆ
.
ด้านคุณ Peter Gornstein ผู้กำกับศิลป์และภาพยนตร์คัทซีนของ Ryse เล่าว่า เขาตื่นเต้นมากๆ กับแนวคิดที่จะสร้างเกมเกี่ยวกับชาวไวกิ้่ง ที่ในยุคนั้น ยังไม่มีเกมเกี่ยวกับไวกิ้งมากนัก และ Assassin’s Creed เอง ก็เพิ่งมามีภาคที่เกี่ยวกับไวกิ้งในอีก 10 ปีให้หลัง
.
ซึ่งโลกทัศน์อื่นๆ ที่น่าสนใจและมีการพูดคุยกัน ก็คือ ยุคศักดินาของญี่ปุ่น โดยคุณ Patrick Hanenberger หัวหน้าทีม Ryse เล่าว่า มีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหลายช่วงที่เขาสนใจ อาทิ การรุกรานญี่ปุ่นของกุบไลข่าน และสงครามกลางเมืองในยุคเซ็งโงกุ รวมไปถึง จักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งเป็นผู้พิชิตจักรวรรดิไบแซนไทน์ได้ในปี ค.ศ. 1453
.
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการทิ้งโลกทัศน์กรุงโรมของเกมไปทำโลกทัศน์อื่นๆ ด้วยการที่เกมเพิ่งออกได้ภาคเดียว แต่จะเปลี่ยนแนวทางแล้ว แม้ว่าหลายคนจะตื่นเต้นกับไอเดียญี่ปุ่นมากๆ แต่การเปลี่ยนจากโรมไปเป็นญี่ปุ่น มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยิ่งกว่าการเปลี่ยนจากโรมไปเป็นกรีกอีก
.
ซึ่งคุณ Yannick ยอมรับว่า ถ้า Ryse มีภาคต่อ ตัวเกมจะมีอิสระในการเล่นยิ่งกว่าภาคแรก และอาจจะมีความใกล้เคียงกับ God of War คือ ไม่ใช่เกมโลกเปิดกว้างเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่ได้เป็นเส้นตรงซะทีเดียว ผู้เล่นจะมีอิสระในการออกสำรวจมากขึ้น รวมถึงมีระบบการเล่นใหม่ๆ ที่เดิมโดนตัดออกไป เพราะข้อจำกัดด้านเวลา อาทิ ระบบการขับขี่ยานพาหนะ และโหมด PvP
.
อย่างไรก็ตาม จากคำบอกเล่าของพนักงานหลายคนที่ให้สัมภาษณ์กับทาง IGN ระบุว่า Ryse ไม่เคยประกาศยกเลิกภาคต่ออย่างเป็นทางการ แต่หลังจากภาคแรกทำผลงานได้ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ ทั้งในแง่เสียงวิจารณ์และยอดขาย การพัฒนา Ryse ให้กลายเป็นแฟรนไชส์ จึงค่อยๆ หยุดลงไปโดยปริยาย และพวกเขามองว่า หากทีมงานไม่โดนเร่งสร้างเกมให้เสร็จทันเวลา จนต้องตัดหลายๆ อย่างทิ้ง ก็อาจจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้ก็ได้
.
และสุดท้ายก็คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Ryse ตกอยู่ในชะตากรรมแบบนี้ นอกเหนือจากยอดขายของเกมที่ไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังเพราะ Crytek ปฏิเสธที่จะขายสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาชิ้นนี้ ให้กับทาง Microsoft เพราะทาง Microsoft ไม่ต้องการจะลงทุนในแฟรนไชส์นี้ต่อ หากไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิ์ทั้งหมด ในขณะที่ Crytek เองที่เป็นบริษัทเอกชน ก็มีจุดยืนว่า จะไม่พัฒนาเกมที่บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิ์ ทำให้ทั้ง 2 ฝ่าย หาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ ทำให้ความร่วมมือต้องยุติลง และ Crytek ก็หันไปพัฒนาโปรเจ็กต์อื่นแทน
.
ติดตามเพจใหม่เพื่อรับข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่ เกมถูกบอกด้วย v.3
——————————-
GGKeyStore ร้านเติมเกม Steam, PSN, Nintendo, Roblox, DMM, DLsite, เติมเกมญี่ปุ่น, ไอดีเกม, เกมแท้ราคาถูก รับของทันที



