Banner

ปริศนาตำนานไดรฟ์ A: และ B: ที่สาบสูญ ทำไมไดร์ฟคอมเริ่มที่ C: แล้วไหงปุ่มเซฟต้องเป็น “ตู้กดน้ำ”?

ไฮไลท์บทความ

หลายคนสงสัยทำไมคอมพิวเตอร์เริ่มที่ไดรฟ์ C: และ A:, B: หายไปไหน? ย้อนอดีตไปกับตำนาน Floppy Disk ตั้งแต่บัตรเจาะรู สู่แผ่น 5.25 และ 3.5 นิ้ว ต้นกำเนิดของไดรฟ์ C: สาเหตุที่ยังคงสำรอง A: B: ไว้ รวมถึงไขข้อข้องใจว่าทำไมปุ่มเซฟถึงเป็นรูป Floppy Disk ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็น 'ตู้กดน้ำ'!


.
สำหรับน้องๆ ที่เกิดหลังปี 2000 เป็นต้นมา หรือคนที่เพิ่งมาจับคอมพิวเตอร์ยุคหลัง อาจจะเคยสงสัยกันว่า ทำไมคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ถึงข้ามไปเริ่มที่ไดรฟ์ C: เลยเสมอ? แล้วไดรฟ์ A: กับ B: ที่หายไปนั้น สำหรับคนที่โตมากับคอมพิวเตอร์ยุค 80-90 อย่างแอดมินเอง ก็น่าจะทันได้เห็นหน้าค่าตาและใช้งาน Floppy Disk ทั้งแบบ 5.25 และ 3.5 นิ้วกันมาบ้าง ซึ่งคำถามเรื่องชื่อไดรฟ์พวกนี้เราอาจจะคุ้นเคยจนไม่ได้เอะใจไปแล้ว แต่เพือให้เคลียร์ข้อสงสัยเราจะพาไปย้อนอดีตกันสักหน่อย
.
เริ่มกันที่ต้องย้อนกลับไปไกลสักนิด ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลสมัยแรกๆ ก่อนช่วงปี 1960s โดยก่อนที่เราจะมีแผ่นดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์ใช้กัน คอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ บันทึกข้อมูลผ่านสิ่งที่เรียกว่า “บัตรเจาะรู” หรือ Punched Cards ซึ่งเป็นแผ่นกระดาษแข็งที่มีการเจาะรูตามตำแหน่งที่กำหนดเพื่อแทนค่ารหัสคำสั่งหรือข้อมูล ตัวเลขและตัวอักษรจะถูกแปลงเป็น “รู” แทนค่า 1 และ “ที่ว่าง” แทนค่า 0 ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบ Binary หรือเลขฐานสอง ซึ่งความลำบากของมันคือบัตรหนึ่งใบสามารถเก็บข้อมูลได้เพียงเล็กน้อย ประมาณ 80 ตัวอักษรเท่านั้น
.
ดังนั้นหากต้องการเขียนหรือเก็บข้อมูลจำนวนมาก ก็ต้องใช้บัตรกระดาษเหล่านี้เป็นปึกๆ หรือเป็นกล่อง และแค่การวางบัตรพวกนี้สลับกันก็ทำให้ข้อมูลผิดพลาดแล้ว ด้วยความเทอะทะนี้เองทำให้ IBM เริ่มต้นโครงการ “Project Minnow” ในช่วงปลายปี 1960 เพื่อหาสิ่งมาแทนที่บัตรเจาะรู จนนำไปสู่การปฏิวัติวงการซอฟต์แวร์ในเวลาต่อมา
.
โดยเริ่มแรก แผ่นดิสก์มีขนาด 8 นิ้ว เกิดขึ้นในปี 1971 เพื่อใช้กับเครื่อง System/370 แม้จะมีความจุเพียงเล็กน้อย แต่มันสามารถเก็บข้อมูลได้เทียบเท่ากับบัตรเจาะรูมากกว่า 3,000 ใบ ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมชิ้นเอกในตอนนั้นเอามากๆ ต่อมาในปี 1976 บริษัท Shugart Associates ได้พัฒนาดิสก์ขนาด 5.25 นิ้วขึ้นมาเพื่อให้ใส่ลงในกระเป๋าถือได้พอดี ซึ่งดิสก์ชนิดนี้เองที่กลายมาเป็นมาตรฐานของเครื่อง Apple II และ IBM PC ในปี 1981
.
แต่ทว่าหากใครเคยได้สัมผัสแผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้วมาก่อน (แอดมินใช้ทันนะ) ก็จะเข้าใจว่าแผ่นนั้นค่อนข้าง “เปราะบาง” เอามากๆ เพราะสามารถจับงอได้เลยเนื่องจากทำมาจากพลาสติกอ่อนและมีช่องอ่านข้อมูลที่กว้าง ทำให้พื้นผิวแม่เหล็กเสี่ยงต่อการปนเปื้อนและเสียหายได้ง่าย จนกระทั่งในปี 1982 ได้มีการเปิดตัว Floppy Disk ขนาด 3.5 นิ้วที่เล็กลงมา และหุ้มด้วยตลับพลาสติกแข็งพร้อมฝาครอบโลหะที่เลื่อนไปด้านข้างได้ ซึ่งมีความทนทานกว่ามากมาพร้อมความจุขนาด 1.44 MB และกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เกือบ 20 ปีจนสิ้นอายุขัย และเลิกพัฒนาไปในเวลาต่อมาจากการมาถึงของ Compact Disc หรือ CD
.
ทีนี้มาเข้าเรื่องกันได้สักที สำหรับคนที่งงว่าทำไมไดรฟ์หลักต้องเป็น C: ก็เพราะในยุคแรกเริ่ม แม้จะดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อในตอนนี้ แต่จริงๆ แล้วคอมพิวเตอร์ใช้งานส่วนตัวในตอนนั้นมีราคาแพงมาก และส่วนใหญ่มัก “ไม่มีฮาร์ดดิสก์” เนื่องในตอนนั้นฮาร์ดดิสก์ความจุเพียง 5MB ก็มีราคาถึง 3,000 USD เข้าไปแล้ว ดังนั้นระบบปฏิบัติการอย่าง MS-DOS จึงถูกออกแบบให้จองตัวอักษร A: ไว้ให้กับ Floppy Disk ตัวแรกเพื่อใช้ในการบูตระบบ และจองตัวอักษร B: ไว้ให้กับไดรฟ์ตัวที่สองเพื่อความสะดวกในการคัดลอกข้อมูลหรือรันโปรแกรมเสริมแทน และ C: สำหรับติดตั้งฮาร์ดดิสก์เป็นลำดับสุดท้ายหากมีการใส่เข้ามาทีหลัง
.
อันนี้กล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวสักนิด แอดมินเองก็เคยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ (แต่จำรุ่นไม่ได้นะ) ที่รันได้ทั้ง A: และ B: ซึ่งเจ้าไดรฟ์ A: อันนี้จะเอาไว้อ่านแผ่น 3.5 นิ้ว ส่วนไดรฟ์ B: เอาไว้ใช้อ่านแผ่น 5.25 นิ้ว ก็เลยเข้าใจว่าไดรฟ์ B: คือแผ่น 5.25 นิ้วเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว A: และ B: ไม่ได้มีข้อจำกัดแบบเจาะจงแบบนั้น แต่เป็นเพราะเครื่องนั้นอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจาก 5.25 นิ้ว ไป 3.5 นิ้วพอดี ก็เลยมีการออกแบบให้ใช้งานได้ทั้งสองแบบนั่นเอง
.
ซึ่งต่อมาความนิยมของแผ่น 5.25 นิ้วน้อยลง ทำให้ไดรฟ์ B: หายสาบสูญไปก่อน จนเหลือแค่ไดรฟ์ A: ของแผ่น 3.5 นิ้ว มาเกือบ 20 ปี และแม้ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์จะไม่มีฮาร์ดแวร์เหล่านี้แล้ว โดยที่เห็นล่าสุดก็น่าจะก่อนปี 2010 ที่ยังมีไดรฟ์ A: หลงเหลือบ้าง แต่ก็หายากมากๆแล้ว
.
ส่วนถ้าใครยังสงสัยว่า เอ้า แต่นี่มันมี 2026 ละนะ ทำไมถึงไม่ให้ตั้งค่าชื่อเป็นไดร์ฟ A: B: ล่ะ เหตุผลก็ง่ายมากๆ 2 ข้อ อันแรกคือ Windows ยังคงสำรองตัวอักษร A: และ B: ไว้ว่างๆ เพื่อรักษาความเข้ากันได้ย้อนหลัง (Backward Compatibility) เพราะมีซอฟต์แวร์เก่าจำนวนมหาศาลถูกเขียนขึ้นโดยสมมติว่าไฟล์ระบบจะอยู่ที่ไดรฟ์ C: เสมอ หากมีการเปลี่ยนชื่อไดรฟ์ระบบกลับไปเป็น A: อาจส่งผลให้เส้นทางอ้างอิงไฟล์ทำงานผิดพลาดจนระบบล่มได้
.
อีกส่วนคือเรื่องของความคุ้นเคยของผู้ใช้งานตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ผู้ใช้ PC ต่างคุ้นชินกับเรื่องที่ว่าไดรฟ์หลักของเครื่องคือ “C:” ซึ่งเรื่องนี้ถูกสอนกันมาในชั้นเรียนและหนังสือจำนวนมาก และกว่าที่ Floppy Disk จะหายไปจากการใช้งานทั่วไป เราทุกคนก็ติดภาพจำว่า C: คือไดรฟ์หลักไปแล้ว และเพราะมันก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไร จึงไม่มีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องไปรื้อระบบการเรียกชื่อใหม่ให้ไปเริ่มที่ A: อีกรอบ
.
อนึ่ง อันนี้โจ๊กขำๆ ในวงการเทค มันมีคำพูดที่ว่า “อะไรที่มันยังทำงานได้ ก็อย่าไปยุ่งกับมัน” ซึ่งด้านบนก็คือหนึ่งในเรื่องนี้หละ
.
อีกเรื่องอลเวงขำๆ ในวงการคอมพิวเตอร์ตอนนั้นคือ มันจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ซอฟต์แวร์เริ่มใหญ่กว่าความจุแผ่นดิสก์ 3.5 นิ้วไปมาก จนทำให้คนใช้คอมพิวเตอร์ในตอนนั้นเจอปัญหา “ต้องสลับแผ่นดิสก์” กันแบบมันๆ ในการใช้งาน เช่น Windows 95 เวอร์ชันแผ่น Floppy Disk ที่ใช้แผ่นมากถึง 13 แผ่น เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อระหว่างเทคโนโลยีกับแผ่น CD-ROM ที่เพิ่งเข้ามา
.
หลังจากนั้น Floppy Disk ก็โดนแทนที่อย่างสมบูรณ์ในช่วงก่อนปี 2000 เมื่อราคาของไดรฟ์ CD-ROM ลดลงจนเข้าถึงได้ง่าย CD-ROM เพียงหนึ่งแผ่นสามารถบรรจุข้อมูลได้ถึง 650 MB ซึ่งเทียบเท่ากับฟล็อปปี้ดิสก์เกือบ 500 แผ่นในตอนนั้น และที่เข้ามาปิดฉากการใช้งานอย่างสมบูรณ์คือการมาถึงของ USB Flash Drive ที่มีความเร็วและความจุเหนือกว่า Floppy Disk หลายพันเท่า เป็นการตอกฝาโลงเทคโนโลยีนี้ไป
.
ส่วนด้านวงการเกม ถ้าไม่กล่าวถึงเกมระดับตำนานอย่าง DOOM ของ id Software ก็คงจะไม่ได้ ในตอนนั้น id Software ปล่อยเกม DOOM ในรูปแบบ Shareware (แม่งเอ้ย รู้สึกแก่) ให้ลองเล่นเกม Episode แรกด้วยแผ่น Floppy Disk แล้วให้คนไปคัดสำเนาแจกกันเอง จนเกมฮิตถล่มทลาย หรือเกม The Secret of Monkey Island ของค่าย LucasArts ที่ต้องใช้แผ่นถึง 7 แผ่นในการเล่น หรือ SimCity เกมแรกของ Maxis ที่ออกในปี 1989 ก็มาในแผ่น Floppy Disk เช่นกัน
.
แม้ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่จะไม่มีไดรฟ์อ่านแผ่น A: & B: เหลืออีกต่อไปแล้ว แต่ Floppy Disk เองก็ไม่ได้หายไปอย่างสมบูรณ์ แต่ยังอยู่ในรูปแบบฟอสซิลอย่างรูป Icon ของปุ่มเซฟในเกือบทุกโปรแกรม ที่ในช่วงหลังๆ มานี้ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นรูปกล่องพร้อมลูกศรชี้ลงแทน และด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีที่เรียกได้ว่าสาบสูญไปแล้ว แอดมินเองก็โดนเด็กรุ่นหลังถามมาเหมือนกันว่า “ทำไมปุ่มเซฟมันจะต้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมๆ เหมือนตู้กดน้ำ[ไม่ก็เครื่องถ่ายเอกสาร]อะ?” ซึ่งไม่ใช่ว้อยยยยย! พวกแกแค่เกิดไม่ทันนนนนน
——————————-
แนะนำ BullVPN – บริการ VPN ที่ช่วยให้คุณมุดเว็บ ข้ามโซน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมได้ทุกที่อย่างอิสระและปลอดภัย
✨ พิเศษ! ใช้โค้ด sheapgamer รับส่วนลดรายปีสูงสุด 425 บาท 🚀

Source: https://www.facebook.com/sheapgamer/posts/pfbid067B6qfFCQTYAUtCkWwvWivabKqjDgM2mnw7jQpyTRza6W5tLWWpW76U3Gd5E37BEl