ไฮไลท์บทความ
นาโอกิ ฮามากูจิ ผู้กำกับ Final Fantasy 7 Rebirth ยืนยันว่า PC จะเป็นแพลตฟอร์มหลักในการพัฒนาภาคที่ 3 ของไตรภาค ทำให้ไม่ต้องกังวลคุณภาพกราฟิก แม้เกมจะลง Nintendo Switch 2 และ Xbox Series S เพราะทีมงานสร้างโมเดล 3D คุณภาพสูงสุดบน PC ก่อน แล้วจึงปรับแต่งให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม รวมถึงจะมีทีมพอร์ตเฉพาะกิจ เพื่อการพัฒนาที่ราบรื่นและเน้นคุณภาพสูงสุด
สิ่งที่ผมอยากชี้แจงก่อนคือ สภาพแวดล้อมการเล่นเกมระดับสูงสุดในปัจจุบันคือ PC
.
จากบทสัมภาษณ์กับทาง Automaton คุณ Naoki Hamaguchi ผู้กำกับ Final Fantasy 7 Rebirth ยืนยันว่า ภาคที่ 3 ของ Final Fantasy 7 Remake จะใช้ PC เป็น “แพลตฟอร์มหลัก” ในการพัฒนาเกม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องคุณภาพกราฟิก แม้ว่าตัวเกมจะลงให้กับ Nintendo Switch 2 และ Xbox Series S ด้วย ก็ตาม
.
โดยคุณ Hamaguchi ตอบคำถามว่า PC จะเป็นแพลตฟอร์มหลักในการพัฒนา และแม้แต่ PlayStation 5 Pro ทีมงานก็มองว่าเป็นแพลตฟอร์มที่จะต้องได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสม เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มอื่นๆ
.
“ประเด็นหลักที่น่ากังวลคือ หากการพัฒนาโดยถือว่าอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งเป็นมาตรฐาน ทุกแพลตฟอร์มก็อาจโดนฉุดรั้งให้ต้องอยู่ในระดับคุณภาพนั้นด้วย สิ่งที่ผมอยากชี้แจงก่อนคือ สภาพแวดล้อมการเล่นเกมระดับสูงสุดในปัจจุบันคือ PC
.
แม้ตลาดเกม PC ในญี่ปุ่นจะค่อยๆ เติบโต แต่การเติบโตในต่างประเทศรวดเร็วยิ่งกว่า ตลาดจึงขยายตัวอย่างมหาศาล ทั้งบนคอนโซลและ PC
.
และซีรีส์ Final Fantasy 7 Remake ของเรา ทำยอดขายได้ดีมากบนแพลตฟอร์มอย่าง Steam และ Epic Games Store ดังนั้นเราจึงพัฒนาชิ้นส่วนของเกมโดยคำนึงถึงตลาด PC ในวงกว้างเป็นหลัก
.
อันที่จริง ชิ้นส่วน 3D ของเราสร้างขึ้นในระดับคุณภาพสูงสุด โดยยึด PC เป็นพื้นฐานในการพัฒนา”
คุณ Hamaguchi กล่าว
.
“ตอนที่นำเกมไปปรับแต่งให้เข้ากับแต่ละแพลตฟอร์ม การลดคุณภาพทั้งระบบแบบตรงๆ ก็ไม่ได้เป็นคำตอบเสมอไป เพราะอาจจะทำให้การนำเสนอกราฟิกตามที่ตั้งใจไว้ เสียไปได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงตรวจสอบด้วยสายตาอย่างละเอียด และปรับแต่งอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้แต่ละเวอร์ชันยังคงถ่ายทอดวิสัยทัศน์ดั้งเดิมออกมาได้อย่างใกล้เคียงที่สุด”
เขากล่าว
.
คุณ Hamaguchi กล่าวอีกว่า สำหรับทีมงานภายในแล้ว PlayStation 5 และ PlayStation 5 Pro ถือว่าเป็น “แพลตฟอร์มระดับกลาง” เมื่อเทียบกับ PC ระดับไฮเอนด์ ขนาดพื้นผิวและการโหลด Mesh อาจจะแตกต่างกันประมาณ 1.5 – 2 เท่า รวมถึงจำนวนโพลีกอนมากกว่า 3 เท่า
.
ซึ่งทีมงานมีแนวคิดในการพัฒนาว่า หากเกมหนึ่งสามารถรันได้ที่ 30 fps บน PlayStation 4, Nintendo Switch 2 หรือ Xbox Series S ก็ควรทำได้ถึง 60fps บนแพลตฟอร์มระดับไฮเอนด์ และเมื่อเกมอยู่บนอุปกรณ์ที่มีกำลัง CPU มากกว่า ก็จะเพิ่มองค์ประกอบด้านความหนาแน่นแทน เช่น จำนวน NPC ในเมือง ทำให้เมืองในเกมบนเครื่องสเปคสูงจะดูมีชีวิตชีวามากกว่า ในขณะที่เครื่องสเปคต่ำกว่าก็จะมี NPC แสดงผลน้อยกว่า ดังนั้น แม้ว่าจะคำนึงถึงว่า ภาคนี้จะรองรับ Nintendo Switch 2 หรือ Xbox Series S ด้วย ก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาคอขวดด้าน CPU
.
ที่น่าสนใจก็คือ แม้ว่า Final Fantasy 7 Rebirth ในตอนแรกจะประกาศเป็นเกม Exclusive ที่ลงให้กับ PlayStation 5 เท่านั้น แต่ตัวเกมก็พัฒนาชิ้นส่วนทั้งหมดโดยยึดมาตรฐาน PC เป็นหลัก จากนั้นค่อยปรับลดและแต่งชิ้นส่วนให้เหมาะสมกับแพลตฟอร์ม PlayStation อย่างเหมาะสม
.
นอกจากนี้ ในทีมพัฒนา Final Fantasy 7 Remake ภาคที่ 3 จะมีทีมงานเฉพาะที่รับหน้าที่เกี่ยวกับงานพอร์ตโดยตรง และทำงานแยกจากทีมหลักที่พัฒนาเกมภาค 3 ด้วย ทำให้ทีมงานทั้งหมดรวมถึงตัวคุณ Hamaguchi สามารถโฟกัสกับการพัฒนาภาคที่ 3 ได้อย่างเต็มที่ และการพัฒนาก็เป็นไปอย่างราบรื่นมากๆ แทบจะเป็นไปตามกำหนดที่วางไว้ตั้งแต่ต้น รวมถึงตัวเกมอยู่ในสถานะที่เล่นได้แล้วด้วย
.
ติดตามเพจใหม่เพื่อรับข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่ เกมถูกบอกด้วย v.3
——————————-
แนะนำ BullVPN – บริการ VPN ที่ช่วยให้คุณมุดเว็บ ข้ามโซน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมได้ทุกที่อย่างอิสระและปลอดภัย
✨ พิเศษ! ใช้โค้ด sheapgamer รับส่วนลดรายปีสูงสุด 425 บาท 🚀




