เกมซีรีส์ The Witcher ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนาที่ก้าวกระโดดในวงการวิดีโอเกม จากจุดเริ่มภาคแรกที่ไม่ลงตัวเอาเสียเลย กลายมาเป็นภาค 2 ที่ทำออกมาได้ดีขึ้น และในที่สุด The Witcher 3: Wild Hunt ก็กลายเป็นผลงานชิ้นเอก และเพราะความสำเร็จของมัน ทำให้ CD Projekt Red ไม่เพียงแต่กลายเป็นบริษัทที่ทั้งชาวเกมและผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่จับตามอง แต่ก็ส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมาด้วย
“มันทำให้เรามั่นใจว่าเราสามารถสร้างเกม RPG ขนาดใหญ่ที่ทะเยอทะยานและน่าดึงดูดได้อย่างแท้จริง และเราเชื่อว่า เราสามารถเทียบเคียงกับบริษัทใหญ่ๆ ได้ ผมจำได้ว่าตอนนั้น ผมกังวลมากจริงๆ กับมาตรฐานที่ Dragon Age: Inquisition ทำเอาไว้”
คุณ Michał Nowakowski ผู้บริหารร่วมของ CD Projekt กล่าวกับ PC Gamer
แม้ว่าทั้ง 2 เกมจะเรียกได้ว่าขับเคี่ยวอย่างสูสี ในแง่ของรางวัลเกม RPG แห่งปีในตอนนั้น และคุณ Michał เองยังกล่าวว่า Dragon Age: Inquisition เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมจริงๆ แต่ความสำเร็จอย่างถล่มทลายของ The Witcher 3 ก็เปลี่ยนความคาดหวังของ CD Projekt Red ไป
“นั่นทำให้เรามั่นใจมาก พอมองย้อนกลับไป เอาจริงนะ เราอาจจะมั่นใจมากเกินไปด้วยซ้ำ เพราะผมคิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของความคิดที่ออกจะเพ้อฝันไปหน่อยสำหรับบริษัท ซึ่งกว่าจะรู้สึกตัวได้ ก็หลัง Cyberpunk 2077 ออกมาแล้ว”
คุณ Michał กล่าว
“พวกเราเปลี่ยนจากทีมรองบ่อน กลายเป็นบริษัทที่ใครก็จับตามองในอุตสาหกรรมเกม”
คุณ Adam Badowski ผู้บริหารอีกท่านกล่าว
แนวคิดเรื่องความคิดเพ้อฝันชวนให้นึกถึงกรณีของ “เวทมนตร์แห่ง BioWare” ซึ่งเป็นความเชื่อที่ว่า เกมที่มีปัญหาจะสามารถลงตัวได้ในช่วงท้ายของการพัฒนา เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วจริง เพียงแต่แนวคิดนี้ ก็เป็นที่ถกเถียงในหมู่นักพัฒนา แต่ก็ยังคงอยู่เพราะเกมจำนวนมากก็สามารถสำเร็จลุล่วงได้ในนาทีสุดท้าย เช่น เกมคลาสสิกอย่าง Thief: The Dark Project ก็ยังไม่สนุก จนกระทั่งเกือบจะเสร็จสมบูรณ์เอาตอนท้าย
“ผมจำได้เลยว่าของ The Witcher 3 เนี่ย ตอนที่เห็นเกมเวอร์ชันที่เสร็จแล้ว น่าจะประมาณเดือน ก.พ. ปี 2015 มั้ง? ผมจำได้ว่า เดินไปหา Adam แล้วถามว่า ‘เฮ้ สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง? ดูไม่ค่อยดีเลยนา’ แต่มันก็จะแบบ ‘ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเราจะใส่เกียร์ 5 ในช่วงสุดท้ายด้วยอัปเดต นั่นจะเป็น Patch วันแรก’ ผมจำได้ว่าคุยกับหัวหน้าทีมเทคนิค พวกเขาเหนื่อยมาก แบบเหนื่อยล้าเลยจริงๆ แต่ก็โอเคล่ะ เราจะทำให้มันสำเร็จ และพวกเขาก็ทำได้ แน่นอนว่า หลังจากนั้นมีอัปเดตแก้ไขเกมตามมาอีกเยอะ แต่โดยรวมแล้ว มันเหมือนพายุกับแผ่นดินไหวเลย มีความวุ่นวายเพียบ และความพยายามในช่วงสุดท้ายเยอะมาก โดยที่ผมคิดว่าเราไม่มีการวางแผนที่เหมาะสม”
คุณ Michał เล่า
“ผมว่าทุกคนรู้สึกอยู่พักหนึ่งเลย ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีอะไรเกิดขึ้น เดี๋ยวเราจะมีนางฟ้ามาเสกมนต์ตอนจบ แล้วทุกอย่างก็จะเรียบร้อย โอเค ผมอาจพูดเกินจริงไปหน่อย แต่ก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงในทางลบ ส่วนการเปลี่ยนแปลงในทางบวกคือความมั่นใจของพวกเรา ซึ่งผมคิดว่าช่วยให้เรากล้าที่จะตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้น ซึ่งผมยังคงมองว่านั่นเป็นคุณค่าที่สำคัญของบริษัทนะ”
เขากล่าวต่อ
ต่อมาการพัฒนา Cyberpunk 2077 แสดงให้เห็นทั้งข้อดีของการมีความทะเยอทะยาน และความเสี่ยงที่หากมีมากเกินไป แม้ว่าสตูดิโอจะขยายใหญ่ขึ้นก็ตาม
“หลายอย่างในเกมพัฒนาขึ้นแบบแยกออกจากกัน ใช่ มันอาจจะฟังดูแปลกๆ แต่มันเป็นแบบนั้น ดังนั้นหลายครั้งเราจึงไม่เห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงของการทำงานพวกนี้ จนกว่าทุกอย่างจะถูกนำมารวมกัน”
คุณ Michał อธิบาย
ซึ่งแน่นอนว่า หากเอาส่วนที่พัฒนาแยกกันเหล่านั้น มาประกอบกันแต่ดันไม่ลงตัว คุณก็จะเจอกับเกมที่เต็มไปด้วยระบบที่ไม่เข้ากัน และภารกิจเสริมที่ไม่รู้สึกว่าสอดคล้องกับเนื้อเรื่องหลักเลย ซึ่งนั่นก็คือ สิ่งที่ Cyberpunk 2077 เป็นในช่วงแรกนั่นเอง
“จริงๆแล้ว วิธีแบบนี้อาจจะไม่เคยราบรื่นมาตั้งแต่แรก เพียงแต่ตอนเกมเล็กๆ อย่าง Witcher 1 และ 2 มันก็พอเอาตัวรอดได้ แต่พอมาถึง The Witcher 3 เนี่ย ที่จริงเราควรรู้สึกได้แล้วว่า เรือ [วิธีทำงาน] มันเริ่มมีรอยรั่ว”
คุณ Michał กล่าว
หลังจากการเปิดตัว Cyberpunk 2077 ที่จบด้วยความหายนะ ทีมงานก็พยายามล้มระบบการทำงานแบบแยกส่วน โดยคุณ Michał ชี้ว่า “ไม่อยากให้คนเข้าใจผิดว่า มันคือความโกลาหลแบบ 100% เหมือนไททานิคกำลังจม เพราะเรามีโปรดิวเซอร์ที่ยอดเยี่ยมและมีแผนที่ดีพอสมควร” แต่ก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ก็เพิ่งมาเริ่มหลังจาก Cyberpunk 2077 ได้รับเสียงตอบรับอย่างย่ำแย่
เมื่อใช้เงินระดับ 81 ล้าน USD สร้าง The Witcher 3 และ 320 ล้าน USD ไปกับ Cyberpunk 2077 ทาง CD Projekt Red ก็ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็น “ทีมรองบ่อน” ได้อีกต่อไป และเมื่อบริษัทเติบโตขึ้น พวกเขาก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้นเช่นกัน
“มันเจ๋งดี ตอนที่เป็นทีมรองบ่อน อือ มันเท่กว่าจริงนะ”
คุณ Michał Platkow-Gilewski รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์กล่าวติดตลกทิ้งท้าย



